ทานที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน

"โลกียทาน"

การให้ทานมีจิตผูกพันจริง ๆ อารมณ์ยังไม่รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะว่าใจไม่ได้รักพระนิพพานอย่างจริงจัง เราก็เป็น“พระอริยเจ้า”ไม่ได้ จัดว่าเป็น“โลกียทาน”

แต่ทว่า โลกียทาน ก็เป็นปัจจัยให้เราดับทุกข์ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะการให้ทานย่อมเป็นที่รักของบุคคลผู้รับ การให้ทานนี้ไม่มีอะไรเสีย คือหมายความว่า ผู้ให้ย่อมได้ให้ ผู้รับย่อมได้รับ ผู้ให้ย่อมได้ความรักจากผู้รับ ก็ชื่อว่าเราดับทุกข์เบื้องต้นไปได้อันดับหนึ่ง

แต่ว่าทุกข์เบื้องต้นที่ว่าดับนี้ก็ดับไม่จริง แล้วคนผู้รับทานก็ไม่แน่นักว่าจะมีการขอบคุณผู้ให้ทานเสมอไป อย่างคนที่มีนิสัยอกตัญญู ไม่รู้คุณคนมีอยู่

อย่างที่องค์สมเด็จพระบรมครูทรงมีความเมตตาในพระเทวทัต แต่ทว่าพระพุทธเจ้าก็ถูกพระเทวทัตทรมาน สร้างความทุกข์ให้เกิดตลอดเวลาทุกชาติทุกสมัย แต่ทว่าเพราะอาศัยปัจจัยในการให้ทานขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา หลังจากการตายจากชาตินั้นไปแล้ว พระองค์ก็เสวยวิมุตติสุข คือความสุขอันเป็นโลกียวิสัยดีกว่าพระเทวทัตมาก ยิ่งเกิดมากเท่าไหร่ ความสุขก็มีมากเท่านั้น ปัญญาก็มีมากขึ้น ทรัพย์สมบัติก็มีมากขึ้น อย่างนี้เป็น “โลกียทาน”ยังไม่ดีพอ


ถ้าจะขยับขึ้นไปอีกนิดหนึ่งว่า การให้ทานนี้มันเป็นการสงเคราะห์ เราไม่หวังผลการตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่ต้องการความรักจากบุคคลผู้รับทาน และก็เราไม่หวังผลในการเกิดเป็นเทวดา เราไม่หวังผลในการเกิดเป็นมนุษย์ที่จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เราให้ทานด้วยความเมตตาปรานี ในฐานะที่คนและสัตว์เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน จิตใจของเรานั้นมีความเบิกบานในการให้ทาน ให้ทานไปแล้วก็มีความชื่นใจ อารมณ์ใจส่วนหนึ่งก็นึกไว้เสมอว่า 

การให้ทานเป็นการสละวัตถุภายนอก เมื่อวัตถุภายนอกนี้มันเป็น “อนิจจัง” หาความเที่ยงไม่ได้

ถ้าเรายึดถือมากเกินไป เป็นอารมณ์ของตัณหา มันก็เป็น “ทุกขัง” หมายความว่า ถ้าเราพลัดพรากจากมัน ความเสียใจ ความเสียดายจะเกิดขึ้น มันเป็นทุกข์

และในที่สุด วัตถุก็ดี เราก็ดี วัตถุที่เราให้ทานก็ตาม ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ก็ดี มันเป็น “อนัตตา” จะเล็งเห็นได้ว่า เหตุทั้ง ๒ ประการ

กล่าวคือ ทาน ได้แก่วัตถุ ก็เป็น “อนิจจัง” หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้าติดแรงเกินไปก็เป็น “ทุกขัง” มีอารมณ์เป็นทุกข์ และเมื่อพลัดพรากจากมันแล้ว ในที่สุด “อนัตตา” มาถึงแล้วก็ดึงไว้ไม่ได้อย่างนี้ ที่เราตัดสินใจว่าเราให้ทานในครั้งนี้ เราไม่หวังการเกิด คือ เราจะไม่ติดในวัตถุภายนอกทั้งหมด ในเมื่อมีชีวิตเราจะหาเงินมาเพื่อกิจแห่งการเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวตามหน้าที่ แต่ทว่าชีวิตินทรีย์ในร่างกายสลายลงไปเมื่อไหร่ เรากับมันก็จากกันอย่างชนิดที่ว่า ไม่มีอะไรเหลือเยื่อใยซึ่งกันและกัน กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายคิดอย่างนี้นั้น ก็ชื่อว่าเป็นกำลังใจของพระอริยเจ้าเบื้องต้น นั่นก็คือ เป็นกำลังใจของ“พระโสดาบัน”

นี่จะเห็นได้ว่า คนที่เป็น “พระอริยเจ้า” เขาไม่หวงแหนในทาน มีอารมณ์เปี่ยมในทาน จัดเป็นกรรมฐานใน “จาคานุสสติกรรมฐาน” ถ้าการให้ทานของท่านผู้นั้น จิตใจปรารภพระนิพพาน และลองไปดูเรื่องศีล ศีลบริสุทธิ์ด้วย ทั้ง ๒ ประการนี้ ก็จะช่วยให้ท่านผู้นั้นได้เข้าถึงความเป็น “พระโสดาบัน”

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

     Share

<< ทานที่ทำให้เป็นพระสกิทาคามีพรหมวิหาร ๔ อาหารเลี้ยงศีล >>

Posted on Tue 6 Sep 2011 17:04

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

               
wh0cd838581 <a href=http://erektionen.se/levitra.html>potensmedel receptfritt</a> <a href=http://stromectol365.us.com/>cheap stromectol</a> <a href=http://apoteket-sverige.se/>viagra kpa p ntet</a> <a href=http://atarax247.us.com/>CHEAPEST ATARAX</a> <a href=http://discountviagra.us.com/>buy viagra</a> <a href=http://clonidine247.us.com/>clonidine no rx</a> <a href=http://nexium2017.us.com/>Nexium Online</a>
Stewartlab   
Mon 6 Feb 2017 11:29 [1]
 


Calendar
Archive
มหาจัตตารีสกสูตร (๓)
มหาจัตตารีสกสูตร (๒)
มหาจัตตารีสกสูตร (๑)
พิจารณา อุปาทานเนื่องกับโลกธรรม
ปฏิบัติตนหนีนรก
การพิจารณาวิปัสสนาญาณ
พิจารณาขันธ์ ๕ โดยย่อ
ความสุขจาก พรหมวิหาร ๔
ปุราเภทสูตรที่ ๑๐
พรหมวิหาร ๔ อาหารเลี้ยงศีล
ทานที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน
ทานที่ทำให้เป็นพระสกิทาคามี
การกำหนดรู้อารมณ์ คือผลของการปฏิบัติ (คือ จิตตานุสสติ)
บุคคลส่วนใหญ่มักชอบอารมณ์เดือดร้อนใจ
ธรรมของพระองค์เป็นปัจจัตตัง
สมาธิสูตร
พุทธานุสสติกรรมฐาน แบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
การฝึกด้วยตนเอง สำหรับผู้เคยฝึกแล้ว(มโนมยิทธิ)
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่(มโนมยิทธิ)
แนะแนวก่อนการฝึก "มโนมยิทธิ" (ทั้งสองแบบ)
มโนมยิทธิ (๒)
มโนมยิทธิ (๑)
บทพิจารณาสังขาร
อภิณหะปัจจะเวกขะณะ
สังเวคปริกิตตนปาฐะ
อานาปานสติ(๓)
อานาปานสติ(๒)
อานาปานสติสูตร (๑)
สติปัฏฐานสูตร (๓)
สติปัฏฐานสูตร (๒)
Favourite
Sponsors






The best template from http://www.oblog.cn