(ต่อ)
ต่อไปนี้ก็ให้ขอให้ทุกคนตั้งใจสมาทานกรรมฐานนะ ก่อนจะสมาทานก็นมัสการพระรัตนตรัยก่อน 
สำหรับคนมาใหม่เวลาที่เริ่มหลับตาภาวนาเขาจะมีน้ำมนต ์ไปพรมและตอนเลิกนี่ต้องพรมน้ำมนต์ก่อน
จึงค่อยลุกจากที่นะ และก็หลังจากนั้นจะมีพระเอาไม้ไปแตะที่ศีรษะ ไม้นี่เป็นไม้เสกที่พระพุทธเจ้าทำให้
เพื่อช่วยให้แสงสว่าง ท่านจะใช้คาถา นะ โม พุท ธา ยะ คือ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ 
อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า ช่วยให้เกิดแสงสว่างและได้รวดเร็ว ตอนนั้นอย่าตกใจ ทำเฉย ๆ 
ท่านจะมาดึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือ ภาวนาอย่างนี้จะมีผลในวันนี้

( คำว่า กระดาษปิดหน้าก้ไม่ควรจะเรียกว่า หน้ากาก หน้ากากมันเป็นเครื่องแบบผีหรือว่าลิเกเขา 
กระดาษเขาเขียนชื่อพระพุทธเจ้าว่า นะ โม พุท ธา ยะ ควรจะเรียกชื่อว่า "พระเจ้า ๕ พระองค์" 
ใช้คำว่า "หน้ากาก" นี่ไม่ถูกนะ ใช้ศัพท์ไม่ถูกนะ )


สำหรับการปฏิบัติ ทุกคนใช้คำภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ เหมือนเดิม 
ท่านมีกระดาษเอากระดาษปิดไว้ที่ลูกตาแล้วก็พนมมือ ทีนี้เวลาที่จะได้หรือไม่ได้
ให้สังเกต ถ้ามือมันจะสั่น ร่างกายจะสั่นก็ปล่อยไป อย่าไปฝืนนะ 
ถ้าอาการสั่นมากเพียงใดก็แสดงว่า สมาธิเริ่มเข้าจุด เพราะอย่างนี้เป็นการฝึกเต็มกำลัง 
และก็จะไม่มีครูเข้าไปจ้ำจี้จ้ำไชสอนเหมือนฝึกครึ่งก ำลัง เวลานี้ทุกคนต้องช่วยตัวเอง

อันดับแรก ขอให้ทุกคนก่อนที่จะภาวนาให้นึกถึงบารมีขององค์สมเด็ จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน 
หลังจากนั้นก็นึกถึงพระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมด เทวดาหรือพรหม ขอให้ช่วย 
และก็ ตัดสินใจว่า ขึ้นชื่อว่าเกิดเป็นมนุษย์มันเต็มไปด้วยความทุกข์ เราเกิดมานี่เราไม่มีความสุข 
ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายเราไม่มีความสุข ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไรไม่ขอเกิดอีก 
และก็ไม่ต้องการเป็นเทวดาหรือพรหม เราก็ต้องมาเกิดใหม่ ต้องการไปนิพพานจุดเดียว 
หลังจากนั้นทุกคนก็ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ

เวลาภาวนาให้ว่าตามสบาย ไม่ต้องยึดลมหายใจเข้าออก แบบนี้ไม่ต้องยึดถือลมหายใจเข้าออก 
ปล่อยธรรมดาไปเลย ถ้าไปยึดลมหายใจเข้าออกแล้วจะไม่ไป หลุดไปไม่ได้ ลมหายใจมันดึง 
ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ ไปเฉย ๆ ตามแบบสบาย ๆ บางคนว่าไป ๆ มันจะเคลื่อนไปเอง 
บางคนพอว่าไปเข้ามันจะสั่นหนักเข้า ๆ 

ทีนี้ถ้าอาอาการสั่นเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้มันสั่น อย่าไปฝืน เพราะว่าแบบนี้ต้องทำถึงฌาน ๔ 
ถ้าไม่ถึงฌาน ๔ ไปไม่ได้ ไปแบบเต็มกำลัง แบบที่เราฝึกครึ่งกำลังนะแค่อุปจารสมาธิ 
ไม่ถึงปฐมฌานขั้นต้น เวลาจะไปจริง ๆ ก็เป็นฌาน ๔ เหมือนกัน ฌาน ๔ ละเอียด 
แบบนี้จะออกได้จากฌาน ๔ หยาบก่อน ฌาน ๔ หยายเป็นการแสดงทางกาย 
มันจะเต้นปึ้บปั้บ ๆ ท่าทางเป็นช่างไรก็ช่างหัวมัน เรื่องร่างกายอย่าไปสนใจ 
สนใจอย่างเดียว คือ ผลได้หรือไม่ได้

ต่อไปถ้าเราทำได้แล้ว ไปบ้านต้องฝึกฝนไว้เสมอ แล้วถ้าจิตถึงฌาน ๔ ละเอียด 
อาการต่าง ๆ จะไม่มีเลย จะเงียบ แต่ไอ้การออกได้นี้จะมีอาการชัดเจนแจ่มใสมาก
ถ้าเราจะไปได้หรือไม่ได้ ให้สังเกตตามนี้ คือว่า เวลาภาวนาไป ๆ จะมีแสงสว่าง 
แสงสว่างนี้จะบอกว่าจิตเราเข้าถึงระดับหรือไม่ ถ้ามีแสงสว่างพุ่งจากข้างบนก็ดี 
หรือว่าแสงสว่างพุ่งจากกายข้างล่างขึ้นไปก็ดี หรือแสงสว่างปรากฏเฉย ๆ ก็ดี 
มันมีได้หลายแบบ เมื่อแสงสว่างปรากฏเต็มที่ ให้พุ่งจิตออกตามแสงสว่าง 
เพียงเท่านี้จิตจะเคลื่อนออกจากกายทันที ออกไปแล้วถ้ารู้สึกว่าเวิ้งว้างไม่รู้จะนึกถึงใคร 
ไปไหนไม่ถูก ถ้าคนที่เคยได้ครึ่งกำลังมาก่อนหรือยังไม่ได้ก็ตาม ให้ตั้งใจนึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนเพื่อน 
ขอพระพุทธเจ้าทรงโปรด ถ้าเราจะไปไหนก็ตั้งใจไปตามทางที่เราเคยไป 
ไอ้ทางที่จะไปฝึกครึ่งกำลังหรือเต็มกำลัง มันทางเดียวกัน แต่ว่าทำแบบนี้มันใสสว่างกว่ามาก 
ไปเต็มกำลังตัว หรือ ถ้าหากว่าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ได้ บางคนเคยทำได้ 
เป็นลูกแม่ก็นึกถึงแม่ไว้ก่อนก็ได้ ขอให้ท่านมาช่วย แม่ก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง 
ท่านเป็น พระอรหันต์ และเวลาออกไปแล้วปั๊บจะเห็นท่าน เราจะไปทางไหนก็ว่ากันไป

ทีนี้ วิธีปฏิบัติ อันดับแรก จะให้พระเอาน้ำมนต์ไปพรม เพราะแบบนี้ต้องพรมน้ำมนต์ 
เวลาเลิกแล้วก็ต้องพรมน้ำมนต์ น้ำมนต์นี่กัน ๒ อย่าง คือ กันอารมณ์เฝือ กับ กันผีแทรก 
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ถูกเรื่องไสยศาสตร์มาแล้ว ไสยศาสตร์ที่หนักสุดที่เขากลัวกันก็คือ 
เรื่องของน้ำมันพราย น้ำมันพรายนี่มีสภาพรักษาไม่หาย ถ้าหมอผู้รักษา รักษาไปทำท่าว่าจะหาย 
กลับไปบ้านกินอะไรผสมน้ำมัน จะเป็นน้ำมันทิพย์หรือน้ำมันไม่ทิพย์ก็ตาม น้ำมันหมู น้ำมันหมา 
น้ำมันอะไรก็ตาม น้ำมันพรายจะเกิดขึ้นใหม่ นี่มันติดกระดูกและก็จะทำลายร่างกายเราทรุดโทรม
ป่วยหนัก รักษาใหม่หายแล้วก็ไปกระทบใหม่แบบนั้น คือ ไสยศาสตร์ที่กลัวกันมากจริง ๆ ก็น้ำมันพราย

แต่ว่าเมื่อปี ๐๘ ที่วัดสะพานปรากฏว่ามีคนถูกน้ำมันพรายอย่างหนัก วันแรกเธอทำก็ดิ้นปุ้บปั้บ ๆ ๆ 
มันเป็นฤดูหนาว คนอื่นเขาไม่มีเหงื่อ เห็นแกมีเหงื่อคนเดียว พอตอนเลิกแล้วไปดู แทนที่จะเป็นเหงื่อ 
มันเป็นน้ำมันคล้ายน้ำมันหมู เปื้อนจากเสื้อไปถึงผ้าทั้งตัว แล้วก็ไปดูที่พื้นกระดาน ที่พื้นที่นั่งเป็นน้ำมัน
คล้ายน้ำมันหมูราด พอวันที่ ๒ น้ำมันมีซึมออกมาเล็กน้อย จางเต็มที วันที่ ๓ อาจจะมีบ้างแต่ไม่รู้สึกว่ามี 
ตอนนี้พอวันที่ ๔ ก็เลยทำได้ น้ำมันหมดไป ไปถามพระอาจารย์ผู้รักษาคือ หลวงพ่อสำเภา ท่านบอก 
"อีนี่มันโดนน้ำมันพราย มันรักษากับผม มาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓" เป็นอันว่าโรคน้ำมันพรายนี่ เขารักษาหาย 
และ โรคไสยศาสตร์ทั้งหมด ถ้าเรามีความมั่นใจ ถ้าใครมีโรคไสยศาสตร์ในกาย อันนี้หายแน่

เวลาที่เริ่มทำ พอบอกว่าเริ่มทำเมื่อสมาทานแล้ว ไหว้พระสวดมนต์เสร็จ สมาทานแล้ว
ก็ทุกคนมีกระดาษ เอากระดาษปิดหน้า กระดาษนี่เขาเขียนว่า นะ โม พุท ธา ยะ 
หมายถึง พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นะ เมื่อกี้นี้เดินมา เห็นวางที่พื้นเป็นแถว 
อันนี้ก็เสร็จ ปรามาสพระพุทธเจ้า เดี๋ยวขอขมาท่านนะ เป็นการปรามาสพระพุทธเจ้า 
นี่ผลมันเกิดน้อย อันนี้ต้องระมัดระวัง อย่าสักแต่ว่าทำ เพราะเราต้องการผลดี 
ชื่อของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี่เราก็ต้องนอบน้อมในท่าน ต้องเทิดไว้ในที่สูง 
แต่ว่าทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านอาจจะให้อภัย แต่ก็ต้องตั้งใจขอขมาท่านเสีย
ไม่อย่างนั้นผลการปฏิบัติจะไม่มีผล ก็เป็นอันว่า ต้องระมัดระวังให้มาก 
อย่าปรามาสพระพุทธเจ้า เวลาเลิกแล้วก็ตามอย่าวางข้างล่าง ถือไว้ 
แล้วก็พระท่านจะมีขันหรือพาน ก็มาวางไว้บนขันบนพาน ให้ถือว่า 
นั่นเป็นชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อะไรก็ช่างเถอะ 
ต้องยอมรับนับถือด้วยความเคารพ ถ้าเราไม่เคารพในพระพุทธเจ้า 
อะไรที่พระพุทธเจ้าให้เรา เราจะได้อย่างไร มันไม่ได้ นี่ต้องระวัง

เริ่มต้น พระจะพรมน้ำมนต์ และหลังจากนั้นจะมีพระเอาไม้เลี่ยมแล้วไปแตะที่ศีรษะ เบา ๆ 
ก็มีคาถาช่วย เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ภาวนาไปเรื่อย นะ มะ พะ ธะ ไปเรื่อย มันจะสั่นก็สั่น 
ไม่สั่นก็แล้วไป ถ้ามันสั่นอย่ายั้งไว้และพร้อม ๆ กันนั้น ก็จะมีคนหรือพระ เอาไฟฉายเข้าไปฉาย
ช่วยแสงสว่าง การฉายไฟเขาก็มีคาถาช่วย ไม่ใช่ฉายเล่นโก้ ๆ เป็นการช่วยแสงสว่าง 
ร่างกายจะสั่น ปล่อยให้สั่น อย่ายั้งนะ มันจะไปได้หรือไม่ได้ก็อีตรงที่สั่นกันนั่นแหล่ะ 
ถ้าแกล้งสั่นมันก็ไปไม่ได้ ถ้าสั่นน้อยกำลังไม่พอก็ไปไม่ได้ ถ้าสั่นมาก สำหรับผู้หญิง
จะมีผู้หญิงมาช่วยจับมือวางที่ตัก ไม่อย่างนั้นก็ตีหน้าอกแรง หมอรักษาวัณโรค 
จะรวยใช่ไหม ตีหน้าอกแรง ๆ แต่ต้องปล่ยให้สั่นให้แรงก่อนนะ 
ถ้าไม่แรงถ้าวางที่ตักหยุดต้องยกมือขึ้นพนมใหม่ ถ้ากำลังจิตเป็นฌานทรงตัว
เขาจับมือวางที่ตักนี่มันจะ หยุด มือก็จะตีเข่า ก็จะแสดงสัญลักษณ์ออก 
ถ้าเดินเร็วมันก็ตีเร็ว ถ้าเดินช้าก็ตีช้า นี่เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ได้ฌานอย่างหยาบ 
ถ้าทำเรื่อย ๆ ไป พอจิตละเอียด อาการแบบนี้ไม่มีละ จะเงียบฉี่ตามเดิม

และไอ้การไปนี่ชัดเจนแจ่มใสมาก ถ้าคนที่ตัดสินใจถือเอาพระนิพพานเป็นที่ไป 
อย่าลืมนะ ตอนที่นั่งฟังพูดนี่ก็นึกไปเลย ก็ได้ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นคนหรือเป็นมนุษย์นี่มันทุกข์ 
เรามีการเหนื่อยยากด้วยประการทั้งปวง ก็ไม่น่าจะอธิบาย ถ้าคนเราไม่รู้จักทุกข์
ก็ไม่น่าจะปฏิบัติกรรมฐาน ให้รู้ว่าเราเกิดมานี่มีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มันทุกข์ 
เป็นคน ไม่ดี เป็นเทวดาหรือพรหมเป็นสุขจริง แต่สุขไม่นาน ไม่ดี 
หมดบุญจากเทวดาหรือพรหม ก็ต้องมาเกิดเป็นคนอีก แต่บางรายก็ไม่เกิดเป็นคน 
โดดลงนรกไปเลย จุดที่เราต้องการจริง ๆ คือ นิพพาน 
ให้ตัดสินใจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า การทำความดีวันนี้ เราต้องการจุดเดียวคือนิพพาน 
ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไร เราจะไปนิพพานจุดเดียว เพียงเท่านี้ทุกคนออกไปได้ 
กำลังใจสะอาดจากกิเลส สะอาดมากและจะมีความสว่างไสวคล้ายพระอาทิตย์เวลาเที่ยง 
การพบกับเทวดาหรือพรหมหรือกับใครก็ตาม จะเหมือนกับเวลาพระอาทิตย์เที่ยง 
เรานั่งกลางแจ้งเห็นกัน นี่ความสว่าง ๆ แบบนี้นะ

ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือข้าราชการที่ยังต้องสอบต่อไป ถ้าทำให้คล่องแล้ว
ไม่ใช่ทำได้ไปถึงบ้านแล้วก็ทิ้ง อันนี้ช่วยกันไม่ได้ พ่อแม่ถือว่าเป็นผู้ให้สมบัติ 
พ่อแม่คือพระพุทธเจ้า ถ้าลูกไม่รู้จักคุณค่าของสมบัติ เป็นเรื่องของลูก 
พ่อแม่จะตามไปช่วยทำมาหากินถึงบ้านมันเป็นไปไม่ได้ ไปถึงแล้วฝึกฝนทำทุกวัน 
อย่างน้อยที่สุดวันละ ๒ ครั้ง ก่อนหลับและตื่นใหม่ ๆ เวลาทำไม่ต้องนั่งละ เขาไม่ได้ห้าม 
ให้จิตมันแจ่มใสถึงคล่อง คิดว่าต้องการเมื่อไร ได้เมื่อนั้นทันที ถ้าแบบนี้คนที่มีการงานต่าง ๆ 
และผู้ต้องการสอบ ประโยชน์มีมาก

นักเรียนหรือนักศึกษาที่จะสอบก็รู้ข้อสอบก่อนว่า ข้อสอบเขาจะออกว่าอย่างไร 
ตอบว่าอย่างไรรู้หมด เขาไม่ทันออก ปีหน้าเขาจะออกอย่างไร ปีนี้มันรู้แล้ว 
อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า เขาจะออกอย่างไร ปีนี้มันรู้แล้ว นี่คล่องนะ

ทีนี้ผู้ที่ทำมาหากิน ทำอะไรจะดี ก็เป็นฌานอันเดียวกัน ที่เรียกว่า อนาคตังสญาณ 
อันนี้เขาจะบอกเสร็จว่าทำอะไรดี จะหาอะไรกิน ได้กำไร ไม่ได้กำไร 
ถ้ามีความจำเป็น ต้องหากินแบบนี้ ข้างหน้าจะไปถึงไหน จะจอดไม่ต้องแจว
หรือแจวไม่ต้องจอด หรือว่า แจว ๆ จอด ๆ เป็นไงแจว ๆ จอด ๆ 
ขายของเราเขาเรียกว่าก็จอดน่ะซิ แจวไม่ต้องจอดก็อดตายเหมือนกัน

สรุปคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง

1. ทุกคนที่เคยฝึกครึ่งกำลังมาแล้ว ให้ภาวนาตามเดิม คือ นะ มะ พะ ธะ 
ควบกับลมหายใจเข้าออกก็ได้ ขณะภาวนาพนมมือที่อก

2. การฝึกแบบเต็มกำลังอาจจะมีการเต้นปึ้บปั้บ ถ้ายังเป็นฌาน 4 หยาบ 
ถ้าเป็นฌาน 4 ละเอียดจะไม่เต้น

3. การฝึกแบบนี้ยังไม่ทิ้งร่างกายตรง จิตใจยังมีอาการโยงกับประสาทตามเดิม 
ไม่ใช่หลุดไปแล้วทางร่างกายไม่รู้เลย

4. ก่อนภาวนาให้สวมคาถาที่เขียนภาษาขอมว่า นะโมพุทธายะ 
ขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ 
ขอให้พระองค์ทรงช่วยให้แสงสว่างชัดเจนแจ่มใส

5. ก่อนภาวนาให้ตัดสินใจว่า การเกิดเป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ 
การทำมาหากินเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากไม่สบาย 
วันเวลาผ่านไปมันก็พบกับความแก่ เมื่อแก่ขึ้นเราก็มีแต่ความทุกข์ 
ขณะที่ทรงตัวอยู่ก็มีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ อาการป่วยไข้ไม่สบายมันก็ทุกข์ 

เมื่อความตายจะเข้ามาถึงมันก็ทุกข์ ร่างกายเลวๆ อย่างนี้ไม่ควรจะมีอีก 
ขึ้นชื่อว่าชีวิตร่างกายนี้พังเมื่อไร ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นคนไม่มีสำหรับเรา 
ถ้าต้องการเป็นเทวดา หรือพรหมก็ไม่ดีสำหรับเรา เพราะเป็นเทวดาหรือพรหม
มีความสุขจริงแต่สุขไม่นาน หมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องมาเกิดใหม่ 
จุดที่เราต้องการ คือ พระนิพพาน ทุกคนหวังนิพพานที่ไป

6. เวลาจะเคลื่อนออก คำภาวนาจะเร็วขึ้นๆ ตามลำดับ 
จิตจะไม่ยึดกับลมหายใจเข้าออก ต้องปล่อยไปอย่าไปดึงไว้ 
ถ้าคำภาวนาเร็วขึ้นอย่าไปเร่ง เดี๋ยวขาดใจตาย มันจะเร่งของมันเอง 
สำหรับท่านที่เคยฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังได้สัมผัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ก็ให้ยกจิตไปครึ่งกำลังแบบเดิมแล ้วไปกราบแทบฝ่าพระบาท
ขององค์พระบรมไตรโลกนาถศาสดาสัม มาสัมพุทธเจ้า
ขอได้โปรดประทานอนุญาตให้ลูกมีจิตสะอาด สว่างสดใส 
มีจิตใจเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเต็มกำลัง 100% 
เพื่อจิตใจจะได้ใสสะอาดฉลาด มีสติปัญญาเต็มกำลัง 
สามารถตัดกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน ให้หมดสิ้นเร็วไว
เป็นผู้เข้าถึงอริยมรรค อริยผล ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า

7. ถ้าเวลาจะออกจริงๆ บางคนเห็นแสงสว่างพุ่งลงมาจากข้างบน 
บางคนจะเห็นแสงสว่างพุ่งมาจากข้างล่าง บางคนเห็นแสงสว่างจ้าเฉยๆ 
ในอากาศ ตอนนี้ให้ตัดสินใจพุ่งไปตามแสงสว่าง เมื่อขึ้นไปแล้วจะเกิดอาการเวิ้งว้าง
ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทันที หลังจากนั้นให้พระองค์พาไปจุฬามณีเจดีย์สถาน 
ไปบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์ และแดนพระนิพพาน

8. ก่อนจะทำจงอย่าคิดว่าเราอยากได้อย่างนั้น เราอยากได้อย่างนี้ 
เพราะมันเป็นนิวรณ์ตัวที่ 4 ถ้าขณะปฏิบัติได้รับความรู้สึก หรือเห็นภาพอะไร
อย่าสงสัย มีอะไรเกิดขึ้นให้เชื่อว่านี้เป็นความจริง เมื่อไปได้แล้วสงสัยว่าได้หรือไม่ได้
ไอ้นี่ตีเราพัง อีกประการหนึ่งอย่ากลัวตาย เพราะถ้าตายขณะปฏิบัติพระกรรมฐาน 
อย่างเลวเราไปสวรรค์แน่ ถ้ามีจิตมั่นคงไปพรหมแน่ ถ้าจิตเกิดเบื่อร่างกาย เบื่อโลก 
ถ้าตายเวลานี้ไปนิพพานแน่ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวตาย

หมายเหตุ ปกติการฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มกำลังจะมีฝึกเป็นประจำในงานบวชธุดงค์เดือนธันวาคม ณ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
 

     Share

<< มโนมยิทธิ (๑)แนะแนวก่อนการฝึก "มโนมยิทธิ" (ทั้งสองแบบ) >>

Posted on Mon 1 Aug 2011 13:42

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

               
รู้ได้ยังไงอ่ะคะ คือแบบว่าสนใจอยู่พอดีหาอ่านมานานแล้ว ขอบคุณมากจริงๆนะค่ะ ที่เขียนเรื่องราวที่มีประโชยน์แบบนี้ ตอนนี้เราขออนุญาติคัดลอกแล้งพิมพ์ออกมาอ่านเลยละกันนะคะ
เสาไฟ   
Mon 1 Aug 2011 15:28 [1]


Calendar
Archive
มหาจัตตารีสกสูตร (๒)
มหาจัตตารีสกสูตร (๑)
พิจารณา อุปาทานเนื่องกับโลกธรรม
ปฏิบัติตนหนีนรก
การพิจารณาวิปัสสนาญาณ
พิจารณาขันธ์ ๕ โดยย่อ
ความสุขจาก พรหมวิหาร ๔
ปุราเภทสูตรที่ ๑๐
พรหมวิหาร ๔ อาหารเลี้ยงศีล
ทานที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน
ทานที่ทำให้เป็นพระสกิทาคามี
การกำหนดรู้อารมณ์ คือผลของการปฏิบัติ (คือ จิตตานุสสติ)
บุคคลส่วนใหญ่มักชอบอารมณ์เดือดร้อนใจ
ธรรมของพระองค์เป็นปัจจัตตัง
สมาธิสูตร
พุทธานุสสติกรรมฐาน แบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
การฝึกด้วยตนเอง สำหรับผู้เคยฝึกแล้ว(มโนมยิทธิ)
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่(มโนมยิทธิ)
แนะแนวก่อนการฝึก "มโนมยิทธิ" (ทั้งสองแบบ)
มโนมยิทธิ (๒)
มโนมยิทธิ (๑)
บทพิจารณาสังขาร
อภิณหะปัจจะเวกขะณะ
สังเวคปริกิตตนปาฐะ
อานาปานสติ(๓)
อานาปานสติ(๒)
อานาปานสติสูตร (๑)
สติปัฏฐานสูตร (๓)
สติปัฏฐานสูตร (๒)
สติปัฏฐานสูตร (๑)
โคตรภูญาณ
สมัยพุทธกาล คนที่ไม่ได้นั่งสมาธิแต่บรรลุธรรมได้ เพราะอะไร
การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ
อานาปานุสสติกรรมฐาน
เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถพ้นนรกเข้าถึงนิพพานได้
สีลัพพตปรามาส
ภาวนาหัดตาย
ตัดกังวล
พิจารณาตน
Favourite
Sponsors






The best template from http://www.oblog.cn