การฝึกมโนมยิทธิมีหลายระดับ

ตั้งแต่เบื้องต้น ฝึกท่องเที่ยวภพภูมิต่างๆ
การฝึกญาณ ๘ และมโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง
เป็นทางลัดสู่ความเป็นพระอริยะและพระนิพพาน

การปฏิบัติแบบนี้เป็นการปฏิบัติเต็มกำลังของมโนมยิทธิ
คำว่า มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ อันนี้ขอให้ทุกคนจำตามนี้นะ 
เราก็เคยฝึกมาแล้ว ทีนี้แนวปฏิบัติจริง ๆ ท่านบอกว่าต้องเต้น ปึ้บปั้บ ๆ ๆ 
ไอ้คำว่าเต้นนี่มันเฉพาะคนที่ไม่เคยได้มาในกาลก่อน เป็นคนใหม่ ๆ 
ถ้าคนที่เคยฝึกครึ่งกำลังมาแล้ว ถ้ากำลังยังทรงตัวอยู่ ถือว่าฌาน ๔ ยังทรงตัวอยู่ 
ประเภทนี้ไม่เต้น เป็นอันว่าทุกคนถ้าเคยฝึกครึ่งกำลังมาแล้ว ก็ใช้คำภาวนาตามเดิม
และก็ไม่ต้องรอแสงสว่างนัก

อันดับแรก ตัดสินใจขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง 
เพราะเราเคยได้มาแล้ว ขอให้พระองค์ทรงช่วยให้มีแสงสว่างชัดเจนแจ่มใส 
แล้วก็เวลาภาวนาก็ใช้พนมมือที่อก ถ้าจิตใจ แจ่มใสดีแล้วก็เอามือวางที่ตักได้

ก็เป็นอันว่าสำหรับคนเก่าหรือพวกครูนี่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ถ้าจะทำแบบนี้
ก็เป็นการเสริมกำลังเดิม ไอ้การไปต่าง ๆ ก็ไปตามทางที่เราเคยไปแล้ว 
มันไม่ไปไหนหรอก ไอ้นั่นมันไปครึ่งกำลังมันก็เหมือนกับไป เวลากลางคืน 
บางทีก็เหมือนเวลากลางวัน ไม่แน่นอนนัก มืดบ้าง สว่างบ้าง 
ถ้าอย่างเต็มกำลังนี่จริงๆ เหมือนกับตัวเราไปเองชัด

แล้วประการที่ ๒ การไปน่ะ ยังไม่ทิ้งร่างกายตรง เพราะจิตใจที่ไป
ยังมีอาการโยงกับประสาทตามเดิม ไม่ใช่หลุดไปแล้วทางร่างกายไม่รู้เลย 
ไอ้แบบหลุดไปแล้วร่างกายไม่รู้เลยมันเป็นโทษมาแล้ว ฉันต้องการวิธีนี้

สมัยก่อนใช้ลีลาแบบหลุดไปเลย พอใครเขามาถามอะไรเข้าเป็นแบบนั้น 
เมื่ออยู่ข้างหลังเขาก็ถามอะไรไม่ได้ พอเลิกแล้วมาบอกให้ฟังเขาหาว่าโกหก 
เขาหาว่าเราหลับตาแกล้งโกหกเขา มันเป็นข่าวมาทีหลัง ไม่พูดกันต่อหน้า 
และไอ้คนที่รับฟังนั่นไม่ได้พูดเพราะมันตรงตามความเป็นจริง 
เขามาถามถึงพ่อเขาที่ตาย เราไปก็ไปเจอะพ่อเขาถามว่า

" คุณเวลาที่ยังไม่ป่วย รูปร่างลักษณะคุณเป็นอย่างไร " 
ต้องถามแบบนี้นะ ขอดูรูปเขาเสร็จ 
" หลังจากนั้น คุณป่วยใกล้จะตายรูปร่างเป็นอย่างไร "

ขอดูภาพแล้วก็อาการที่ป่วยจะตาย ไอ้อาการที่ป่วยนี่ไม่แน่ 
บางทีคนที่มาถามเรามันไม่ตรงกับโรคที่ป่วยเขาเข้าใจ ต้องถามว่า 
คนที่มาถามนี่เขาเข้าใจว่าคุณเป็นโรคอะไรตาย แล้วอาการตรงไหนที่มันบอกชัด 
เขาเป็นผีเขาจะรู้ว่าใครเป็นคนมาถาม และ คนนั้นมีความเข้าใจอย่างไร 
เขาก็บอกมาตรง ๆ ทีนี้ถ้าเราไปเจอะเขาที่สวรรค์หรือนรก ก็ถามว่า 
เพราะกรรมอะไรที่คุณทำจึงมานรก หรือว่าความดีอะไรที่คุณทำ จึงมาสวรรค์ 
เขาก็บอกมา บอกขอให้เขาบอกตามที่คนมาถามรู้เรื่อง กลับมาเราก็บอกตามนั้น

ทีนี้ไอ้คนนั้นนะไม่สงสัย แต่ไอ้เพื่อนที่มาด้วยกลับไป ๆ บอกว่า 
" จะรู้อะไรวะ นั่งหลับตา ลืมตายังไม่เห็นเลย " ดีไหม มันหาว่าโกหก 
ฉันก็เลยคิดว่าการอย่างนี้มันเป็นโทษสำหรับคนฟัง แล้วไอ้คนพูดประเภทนั้น 
ถ้าเราบอกความจริง คนที่พูดมันไม่แคล้วลงนรกแน่ 
ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้คนลงนรกแต่เราทำสงเคราะห์คนบางคนให้ได้ดี 
แต่ว่าบางคนต้องลงนรกก็เลยคิดว่า หาทางให้เขาปลอดนรกให้มากดีกว่า ก็เลยไปหาท่าน
บอก " อยากจะต้องการฝึกแบบนี้เพราะไอ้การไปแล้วนี่จิตกับปร ะสาทยังโยงกันอยู่ "

ไอ้ตัวนี่ไปสวรรค์ก็ดี ไปนรกก็ดี ไปพรหมก็ดี ไปไหนก็ตาม แต่ว่าสามารถจะถามคนข้างล่าง
ที่ถามถึงร่างกายได้ ท่านบอกว่ามี แล้วท่านก็สอนวิธีนี้ให้ ความรู้นี่ความจริงไม่ได้หามาเอง 
เป็นของพระพุทธเจ้าตรง

หลายคนคิดว่าไปแล้วทางด้านกายจะไม่รู้สึก ไอ้ทางนี้ก็ไม่ถือว่าคนปฏิบัติผิด 
ไอ้คนบอกมันบอกไม่ครบ คนบอกก็บอกไม่ผิด แต่คนบอกไม่ครบ 
ขอให้จำตามนี้ ไม่ต้องรอแสงสว่าง ถ้ามีแสงสว่างมาก็ไปตามแสงสว่าง 
ถ้าไม่มีแสงสว่างมาเราจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ชัดเจนแจ่มใสก็พุ่งไปนิพพานเลย และหลังจากนั้นจะสังเกตดูว่าเราเห็นแสง
สว่างกว่าเก่า ไหม นี่เป็นการเพิ่มกำลังสำหรับ คนเก่า ไม่ต้องรอการเต้นปึ้บปั้บ ๆ นะ 
ถ้าอยากจะเห็นเต้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่เต้นเราก็เต้นเสียเองหมดเรื่องหมดราว

สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้เลย อันนี้เป็นเอาแน่ คนที่ยังไม่เคยได้เลย ก็ยังไม่มีฌาน 
ถ้าจิตเริ่มเข้าถึงฌานหยาบจะมีอาการตีอกปั้บ ๆ ๆ มือพนม
บางคนเริ่มภาวนา "นะ มะ พะ ธะ" สักครู่จะมีอาการสั่น บางคนพอไปได้แล้วก็ล้ม

การฝึกแบบนี้มันใหม่จริง ๆ สำหรับวิชานี้ ใหม่สำหรับพระก็ดี ครูผู้ฝึกก็ดี 
เขายังไม่เข้าใจ พอเอามือตีอกปั้บ ๆ ประเดี๋ยวเดียวจับลงวางเข่า อันนี้ไม่ได้ 
ฌานเสื่อมทันที ต้องปล่อยให้มันตีอก เมื่อเห็นว่าถ้าขืนปล่อยไปเป็น วัณโรคแน่ 
อกช้ำ ไอ้ปุ้บ ๆ ๆ คือ กำลังจิต กำลังฌานเขามั่นคง ค่อย ๆ จับมือวางที่ตัก 
ถ้าวางแล้วไม่นิ่งมันจะตีตักต่อไป ฉะนั้นขอครูผู้ควบคุมให้ปฏิบัติตามนี้นะ 
สั่นปั้บ ๆ ๆ เดี๋ยวเดียวต้องปล่อยไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปจับ จนกระทั่งให้ตีให้หนัก 
ให้หนักมากจนกระทั่งตัวโยนไปหมด ท่าทางเห็นว่าปล่อยน่ากลัวมันเป็นวัณโรคแน่หว่า 
อันนี้จับได้จับมาถ้าหากว่ามือวางที่ตักก็หยุด มือไม่ตีตักแสดงว่าจิตเสื่อมไปแล้ว ให้จับพนมมือใหม่

ตอนนี้สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ก็ไม่มีอะไรมาก เก่าหรือใหม่ก็ตามนะ 
อันดับแรกก่อนที่จะภาวนาให้ตัดสินใจไว้ตั้งแต่เวลานี ้ ไม่ต้องไปรอเวลาอื่น 
เวลานี้ตัดสินใจไปเลยว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่มันเต็ม ไปด้วยความทุกข์ 
หรือการทำมาหากินมันเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากไม่สบาย 
การพบกับคนก็ไม่ใช่ดีเสมอไป บางครั้งก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน 
บางครั้งก็หน้านิ่วคิ้วขมวด คนที่เราเคยรักบางเวลาก็เป็นศัตรู 
คนที่เป็นศัตรู บางเวลาก็แสดงความเป็นมิตร ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรจริงจัง 
เราจะมีความสุขด้วยความเป็นอยู่มากเท่าไรก็ตาม อย่าลืมว่าเราก็แก่ทุกวัน 
วันเวลาที่ผ่านไปมันก็มากับความแก่ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า 
ลมหายใจ เข้าเมื่อไหร่มันก็ดึงความแก่มาหาเราเมื่อนั้น 
เราต้องแก่ตามลมหายใจ ลมหายใจเข้าเพิ่มชีวิตใหม่คือความแก่เข้ามา 
ลมหายใจออก หายใจออกพ่นความแก่น้อยมันก็ดึงความแก่มากขึ้นมาทุกที
รวมความว่าความแก่ เข้ามาถึงเราทุกวันทุกวินาทีขณะที่ทรงตัวอยู่

เมื่อความแก่เกิดขึ้นเรามีแต่ความทุกข์ และนอกจากนั้น ขณะที่ทรงตัวอยู่
ก็มีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ ความทุกข์คืออาการใดที่ต้องทน
คือทนในด้านของความที่ไม่ดี พระพุทธเจ้าเรียกว่าทุกข์ ทนกับ 
เสียงที่พูดจาไม่ชอบใจมันก็ทุกข์ ทนกับอาการป่วยไข้ไม่สบายมันก็ทุกข์ 
ไอ้ความตายจะเข้ามาถึงมันก็ทุกข์ ก็รวมความว่าไอ้โลกระยำนี่ไม่น่าจะมาอยู่

ร่างกายเลว ๆ อย่างนี้ไม่ควรจะมีอีก ถ้าชีวิตนี้ร่างกายนี้ต้องพังเมื่อไหร่ 
ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นคนไม่มีสำหรับเรา คือในโลกนี้จะเป็นคน จะเป็นสัตว์เราไม่มาอีก 
ถ้าการเป็นเทวดาหรือพรหมก็ตามก็ไม่ดีสำหรับเราอีก เราไม่ต้องการมัน 
คือคำว่าไม่ต้องการมันเพราะอะไร เพราะว่าเป็นเทวดาหรอืพรหมมีความสุขจริง 
แต่สุขไม่นาน หมดบุญวาสนาก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ จุดที่เราต้องการนั่นคือ นิพพาน 
ขอให้ทุกคนตัดสินใจตามนี้นะ หวังนิพพานโดยเฉพาะ ให้ตัดสินใจไว้ตั้งแต่เวลานี้

ก็รวมความว่า ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจรังเกียจร่างกาย ร่างกายนอกจากจะแก่ 
นอกจากจะป่วยทำให้มีความทุกข์แล้ว ร่างกายเราร่างกายคนอื่นเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก
ไม ่น่ารัก ยิ่งนานวันเท่าไร ก็ไม่น่ารักเข้ามาทุกที ในที่สุดมันก็ตาย ตัดสินใจไว้เลยนะ 
อย่าลืมว่าตัดสินใจอย่างหนักก็คือ โลกนี้ไม่ต้องการมาอีก ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ 
ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ อย่างนี้เราไม่ต้องการ มันอีก ความเป็นเทวดาหรือพรหม
เราก็ไม่ต้องการ เราต้องการจุดเดียวคือนิพพาน คนใหม่และคนเก่าตั้งใจแบบนี้นะ

ตอนนี้เวลาปฏิบัติให้ทุกคนเอากระดาษที่เขาเขียนว่า นะ โม พุท ธา ยะ 
กระดาษนี่อย่านึกว่ากระดาษเป็นของไร้ค่า กระดาษน่ะไม่มีค่าจริง 
แต่ว่าชื่อพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี่มีความหมายมาก ถ้ากระดาษวางกับพื้น
ก็แสดงว่าเราเห็นพระพุทธเจ้านั้น ต่ำกว่าเรา อย่างนี้ปฏิบัติไม่มีผล 
พระพุทธเจ้านี่ต้องเทิดทูน ถ้าบังเอิญใครเผลอ ตั้งใจขอขมาท่านเสีย 
นึกชื่อของท่านทั้ง ๕ พระองค์ ( พระกกุสันโธ , พระโกนาคม , พระพุทธกัสสป , 
พระสมณโคดม และ พระศรีอาริยเมตไตรย )
เวลาภาวนาจริง ๆ ใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ ในตอนต้นจะยึดคำภาวนา 
คู่กับลมหายใจได้ แต่ว่าเวลาพอจะเคลื่อนออกจากคำภาวนาจะเร็วขึ้น

สำหรับคนใหม่ตอนนี้จิตมันจะไม่ยึดลมหายใจเข้าออก นี่ต้องปล่อยมันอย่าไปดึงไว้ 
คำภาวนาจะเร็วขึ้น ๆ ๆ ตามลำดับ นี่สำหรับคนใหม่นะ ถ้าคำภาวนาเร็วขึ้น ๆ 
ตามลำดับ อย่าไปเร่งนะ ถ้าไปช่วยมัน เดี๋ยวขาดใจตาย มันจะเร่งของมันเอง

ต่อมา ตอนนี้มือจะตีหนักขึ้น และอาการสั่นทางมือจะมากขึ้น จนกระทั่งเห็นว่ารัวหนัก 
ถ้าผู้แนะนำเขามาจับมือลง อันนี้มันจะไม่หยุด มันจะตีเข่าต่อไป

ถ้าเวลาจะออกจริง ๆ มีอาการต่างกัน บางคนเห็นว่าแสงสว่างพุ่งลงมาจากข้างบน 
บางคนเห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นไปจากข้างล่าง บางคนเห็นแสงสว่างจ้าเฉย ๆ ในอากาศ 
ตอนนี้ให้ตัดสินใจพุ่งไปตามแสงสว่างและตอนนั้น ขึ้นไปแล้วจะเกิดอาการเวิ้งว้าง
ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ทันที แล้วก็ต่อไปถ้าเราตั้งใจจะไปไหน ครูเขาจะสังเกต
และครูก็สังเกตดูด้วยนะ ถ้าคนใหม่มันไม่รู้จะไปไหน ถ้าคนใหม่จริง ๆ เขาแนะนำไว้ 
ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า แล้ว ขอให้พระองค์พาไป
๑. พระจุฬามณี
๒. บันฑุกำพลศิลาอาสน์ ที่พระอินทร์ประทับ และก็
๓. แดนพระนิพพาน

ถ้ายังไม่มีใครมานำ เอา ๓ แดนนี่ก่อน แดนสุดท้ายคือ นิพพานนี่ต้องการมาก

สำหรับคนเก่าที่เคยทำ เคยได้ เคยรู้ทางมาแล้ว ทางไปก็เหมือนเดิม แต่ว่ามันจะมีอาการ
ชัดเจนแจ่มใสกว่าเดิม จึงขอให้ไปตามทางเดิมก่อน ขอให้ทุกคนอย่าลืมใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ 
หายใจเข้า นึกว่า นะมะ หายใจออกนึกว่า พะธะ อย่าลืมว่าลมหายใจอย่าเกาะเกินไป 
ถ้าเวลามันจะได้ หายใจถี่ มันไม่เกาะลมหายใจ ก็ปล่อยมันเลย อย่าไปห่วงลมหายใจ 
มันจะเร่งรัดการภาวนาของมันเอง และก็เวลาก่อนจะทำจงอย่าคิดว่าเราอยากได้อย่างนั้น 
เราอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าอยากได้มีอยู่ มันจะไม่ได้ เพราะเป็นนิวรณ์ตัวที่ ๔ สำหรับตัวที่ ๕
คือสงสัยว่าได้หรือไม่ได้ ไอ้นี่ตีเราพัง

ถ้าไอ้ความรู้สึกและภาพที่เห็นในระหว่างนั้น มีอะไรเกิดขึ้นให้เชื่อว่านี่เป็นความจริง 
ถ้าสงสัยกิเลสตัวที่ ๕ นี่มันเข้ามาแทรก เลิกสงสัย

และอีกประการหนึ่ง คือ คนที่กลัวตาย เวลาออกไปแล้ว กลัวตายก็ไม่น่าจะปฏิบัติ 
มีคนออกไปกลัวตาย อันนี้ควรจะกลับบ้านดีกว่า เพราะการปฏิบัติกรรมฐานนี่
อย่างเลวที่สุดถ้าตายระหว่างนี้ ระหว่างนี้ถึงแม้ว่า เราจะยังไม่มีทิพจักขุญาณยังไม่ได้อะไรก็ตาม 
ระหว่างนี้จิตเป็นกุศล ถ้าตายระหว่างนี้อย่างเลวคือไปสวรรค์แน่ ถ้ามีความมั่นคงของจิต
ก็ไปพรหมแน่ ถ้าบังเอิญกำลังพูดอยู่นี้จิตเกิดเบื่อร่างกาย เบื่อโลกนี้ ขึ้นมา ถ้าตายเวลานี้ก็ไปนิพพานแน่ 
ในเมื่อถ้าตายเวลานี้มันดีแบบนี้ ทำไมต้องมานั่งกลัวตายเวลาจะออกไป อันนี้ก็มีอยู่ 
เรื่องกฎของกรรมเราปฏิเสธกันไม่ได้
 

     Share

<< บทพิจารณาสังขารมโนมยิทธิ (๒) >>

Posted on Mon 1 Aug 2011 13:40

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

               

Calendar
Archive
มหาจัตตารีสกสูตร (๑)
พิจารณา อุปาทานเนื่องกับโลกธรรม
ปฏิบัติตนหนีนรก
การพิจารณาวิปัสสนาญาณ
พิจารณาขันธ์ ๕ โดยย่อ
ความสุขจาก พรหมวิหาร ๔
ปุราเภทสูตรที่ ๑๐
พรหมวิหาร ๔ อาหารเลี้ยงศีล
ทานที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน
ทานที่ทำให้เป็นพระสกิทาคามี
การกำหนดรู้อารมณ์ คือผลของการปฏิบัติ (คือ จิตตานุสสติ)
บุคคลส่วนใหญ่มักชอบอารมณ์เดือดร้อนใจ
ธรรมของพระองค์เป็นปัจจัตตัง
สมาธิสูตร
พุทธานุสสติกรรมฐาน แบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
การฝึกด้วยตนเอง สำหรับผู้เคยฝึกแล้ว(มโนมยิทธิ)
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่(มโนมยิทธิ)
แนะแนวก่อนการฝึก "มโนมยิทธิ" (ทั้งสองแบบ)
มโนมยิทธิ (๒)
มโนมยิทธิ (๑)
บทพิจารณาสังขาร
อภิณหะปัจจะเวกขะณะ
สังเวคปริกิตตนปาฐะ
อานาปานสติ(๓)
อานาปานสติ(๒)
อานาปานสติสูตร (๑)
สติปัฏฐานสูตร (๓)
สติปัฏฐานสูตร (๒)
สติปัฏฐานสูตร (๑)
โคตรภูญาณ
สมัยพุทธกาล คนที่ไม่ได้นั่งสมาธิแต่บรรลุธรรมได้ เพราะอะไร
การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ
อานาปานุสสติกรรมฐาน
เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถพ้นนรกเข้าถึงนิพพานได้
สีลัพพตปรามาส
ภาวนาหัดตาย
ตัดกังวล
พิจารณาตน
อารมณ์พระโสดาบัน
Favourite
Sponsors






The best template from http://www.oblog.cn