สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๓-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

 

ปกิณกะธรรม
สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้
มีความสำคัญดังนี้

 

๑.ให้เห็นธรรมดาของกฎของกรรม ไม่มีใครพ้นกฎของกรรมไปได้ พังแล้วหรือประสบกับเหตุการณ์ทั้งหลายแล้ว จงรักษาอารมณ์ของจิตเข้าไว้ อย่าให้เศร้าหมองหรือสลดหดหู่ เมื่อใดเกิดอารมณ์เช่นนี้ ให้รู้เอาไว้ว่าผิดพลาดไปเสียแล้ว จักต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ทำใจให้เป็นธรรมดาดีกว่ากังวล อย่างพระเจ็บ แม้จักห่วงกังวลอย่างไรก็ยังเจ็บอยู่ดี แต่พระองค์ไหนถ้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว กฎของกรรมมันเข้าก็จริงอยู่ แต่อาศัยคุณพระพุทธ-พระธรรม-พระอริยสงฆ์ จักช่วยให้เบาบางไป โดยชดใช้เพียงเศษของกรรมเท่านั้น ขอให้อดทนแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จักผ่านไป.

 

 

๒.อย่าท้อแท้หรือหมดกำลังใจ ในเมื่อร่างกายเกิดอาการไม่ทรงตัวขึ้นมา ทางที่ดีคือ นำอาการไม่ทรงตัวขึ้นมาเป็นวิปัสสนาญาณ ให้รู้ตามความเป็นจริงของร่างกาย (ใช้วิปัสสนาญาณ ๙ เป็นหลัก) อย่าเกาะร่างกาย ให้รู้ว่าชาติก่อน ๆ เพราะเราเกาะร่างกายอย่างนี้แหละ ปกติธรรมของร่างกายคือความไม่เที่ยง ธาตุ ๔ แปรปรวนอยู่เสมอ ไม่ธาตุลมกำเริบ ก็ธาตุไฟกำเริบ หรือบางขณะธาตุน้ำกำเริบ ธาตุดินเสื่อม กระดูกขัดกระดูกชำรุด (ข้อต่างๆ) กระดูกงอกก็ธาตุดินกำเริบ ดังนั้น ทุกอย่างหาความทรงตัวไม่ได้เป็นปกติ แต่จิตใจของเราในอดีตชาติผิดปกติ คือไม่ยอมรับความเป็นปกติธรรมของร่างกาย จักฝืนให้มันทรงตัวดีอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ซึ่งจุดนี้แหละ เป็นตัณหาพาให้จุติมามีร่างกายแล้วมีร่างกายอีก ร่างกายนี้ที่สุดมันก็ต้องตายเป็นปกติ จิตใจโง่ไม่อยากให้มันตาย จักให้มันทรงตัว จึงตกเป็นทาสของตัณหา ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย หาที่สิ้นสุดไม่ได้ มาบัดนี้แสวงหาความจริงของร่างกาย ก็จักต้องฝึกฝนจิตใจให้ยอมรับนับถือความปกติธรรมของร่างกายเข้าไว้ ยอมรับมากเท่าไหร่ ยิ่งพ้นเกิด-พ้นตายมากเท่านั้น เพียรพิจารณาจุดนี้เอาไว้ให้ดี.

๓.เรื่องนอกตัวไม่สำคัญ อย่าเอามาคุย ดูเรื่องในตัวให้มาก ยกตัวอย่างเช่น เห็นคนอื่นคุยกันขณะฟังธรรม การคุยกันทำให้ไม่มีสมาธิในการฟังและพิจารณาธรรมนั้นๆ เป็นเรื่องจริง เนื่องจากการคุยทำให้จิตจดจ่อไปในเรื่องที่พูดอยู่ มากกว่าจักนำคำสั่งสอนมาพิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณ แต่เรื่องนี้จงอย่าตำหนิกรรม เนื่องด้วยบุคคลใดยังไม่ชำนาญในอานาปา หรือฌานใดฌานหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้พูดมากอยู่ ยกเว้นผู้เข้าถึงฌาน หรือเข้าสู่พระอนาคามีมรรค หรือพระอนาคามีผล บุคคลนั้นจักสำรวมวาจาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าถึงพระอรหันต์ปล่อยตามปกติธรรม แต่ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล จักพูดก็ด้วยเหตุด้วยผล หรือด้วยสงเคราะห์ผู้ฟัง ท่านเป็นผู้พูดด้วยสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ มิใช่พูดโดยไม่คำนึงว่าใครจักเสียหายด้วยคำพูดของตน หรือพูดโดยคิดว่าเป็นความจริง แต่เจือไปด้วยกิเลส อาทิประจานคนทำไม่ดีนั้นไม่มีในพระอรหันต์ มีแต่พูดโดยธรรม เป็นประโยชน์ และเห็นโทษในคำพูดอย่างแท้จริง พระอรหันต์ไม่ตำหนิใคร เนื่องด้วยเคารพในกฎของกรรม แต่ตำหนิเพื่อก่อ หรือตำหนิเพื่อกันไม่ให้คนอื่นเลวไปยิ่งกว่านั้นมี ศึกษาปฏิปทาในเรื่องวาจาเอาไว้ให้ดี เนื่องจากยังบกพร่องกันอยู่มาก วาจานี้สำคัญ ปลูกมิตรก็ได้ สร้างศัตรูก็ได้ คนพังเพราะคำพูดมีมาก.

๔.การปฏิบัติธรรมให้สังเกตอารมณ์ของจิตใจเป็นสำคัญ อย่าให้เสียท่าต่อกิเลส พึงใส่ใจแก้ไขอารมณ์ของจิตใจเอาไว้เสมอ กรรมบางอย่างฝืนได้ กรรมบางอย่างฝืนไม่ได้ มโนกรรมบางขณะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อระงับได้ ก็พึงดูอาการของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่และดับไป แล้วก็พึงเห็นกองสังขารมันปรุงแต่งอยู่อย่างนั้น ความเป็นสาระในสังขารปรุงแต่งนั้นไม่มี จงอย่ายึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา พึงละซึ่งอุปาทานขันธ์อย่างจริงจัง แต่ทำไปอย่างสบายๆ อย่าเครียด.

๕.บุคคลใดเจริญพระกรรมฐาน โดยไม่จับเอาให้ตรงกับจริตของตนเองก็ดี หรือจับเอาทุกกองเพียงฉาบฉวยก็ดี มักจักหาความบรรลุมรรคผลได้ยาก ให้สังเกตว่า บุคคลผู้รู้พระกรรมฐานหลายกองโดยสัญญา มักจักมีความทะเยอทะยานอวดอ้างคุณวิเศษของตน เป็นที่ให้ผู้อื่นสรรเสริญ-ยกย่อง-เยินยอ จงประมาณตนเอาไว้ให้ดี อย่าได้เป็นเช่นนั้น มิใช่ของดีเลย ให้ดูท่านพระเรวัตเป็นหลัก หรือพระอรหันต์ต่างๆ ในพระสูตร พระอริยเจ้าจักมีแต่ความถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน อยู่อย่างเป็นสุข ไม่เดือดร้อนด้วยประการใดๆ ทั้งปวง เนื่องจากกิเลสในจิตของท่านทุเลาเบาบางลง หรือหายไป ไม่มีอำนาจมาทำให้จิตใจของท่านต้องเดือดร้อนอีก.

๖.การบริโภคอาหารและยา พึงพิจารณาผลที่เกิดคุณและเกิดโทษแก่ร่างกาย เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป มิใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย หรือเพื่อความอ้วนพีผ่องใส คนส่วนใหญ่กินอาหารด้วยความติดรส กินยาเพื่อหวังจักให้ร่างกายไม่ตาย แต่ตามความเป็นจริง อาหารชนิดใด ยาชนิดใดก็ตาม ไม่สามารถที่จักยับยั้งความแก่-ความเจ็บ-ความตายของร่างกายไปได้ เพียงแต่ระงับทุกขเวทนา บรรเทาการเสียดแทงของร่างกายไปได้ชั่วคราวเท่านั้น และคนส่วนใหญ่ไม่ชอบกินยา ซึ่งเป็นปกติธรรมของคนทั่วไป แต่ถ้าผู้ที่เข้าใจในธรรมปฏิบัติ จักรู้ซึ่งเข้าไปถึงคำว่า ปัจจัย ๔ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ของร่างกาย คำว่ายารักษาโรคจึงต้องอยู่คู่กับร่างกายที่เป็นรังของโรค เมื่อร่างกายมีโรคจึงจำเป็นต้องกินยารักษาโรค เป็นการระงับทุกขเวทนา เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไปเช่นเดียวกันกับอาหาร บุคคลผู้ฝืนไม่กินยา ก็คือผู้ไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าร่างกายนี้เป็นโรคนั่นเอง ต่างกับผู้ที่รักษาโรคให้กับร่างกาย จักกินยาโดยไม่ต้องฝืนใจ ยิ่งรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงที่อาศัยชั่วคราว ก็จักทำการเยียวยารักษา โดยไม่ให้เกิดเวทนาเข้ามารบกวนจิตผู้อาศัยร่างกายนี้อยู่ โดยจิตผู้รู้จักทำตามหน้าที่ของผู้อยู่ อันต้องซ่อมแซมบ้านที่ชำรุดทรุดโทรมไปทุกๆ ขณะ กินยาก็คือซ่อมแซมบ้าน โดยที่จิตผู้รู้จักไม่ทุกข์-ไม่ร้อนไปด้วย บ้านนี้อยู่ได้ก็อยู่ไป แต่ก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่า สักวันหนึ่งบ้านนี้พังสลายอย่างแน่นอน ถึงวาระนั้นจิตผู้รู้ก็จักจากบ้านนี้ไปอย่างเป็นสุข มีบ้านอยู่ก็เป็นสุข บ้านพังไป จากบ้านก็สุข พิจารณาปัจจัย ๔ เอาไว้ จักได้มีความสุขทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ.

๗.เจ้ารู้สึกลำบากใจในการกำหนดกำลังใจให้เต็ม ในการรู้ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลาหรือ (ก็รับว่าใช่) จักต้องแยกแยะว่า อันไหนเป็นกิเลส อันไหนเป็นสิ่งจำเป็นที่จักต้องทำ มิใช่เหมาเอาไปเสียหมดว่าเป็นกิเลสบังคับ อย่างนั้นก็ไม่ถูก อย่างกรณีมีร่างกายไม่หุงหาให้มันกินก็ไม่ได้ แต่ก็ทำไปตามหน้าที่ มิใช่เอากิเลสไปปรุงว่าจักต้องกินแต่ของดีๆ ของแพงๆ กินแล้วดี ร่างกายอ้วนพี-ผ่องใสกินเพื่อรสอร่อย การปฏิบัติจักต้องแยกแยะออกมาให้ถูกทางด้วย.

๘.การฝึกฝนกำลังใจก็คือ หมั่นตรวจบารมี ๑๐ ให้ครบ มิใช่ท่องเพื่อจำบารมีได้ การทำบารมี ๑๐ ให้ครบอยู่ที่กำลังใจ พยายามฝึกฝนทรงตัวอยู่ให้ได้ ค่อยๆ ทำไปให้จิตมันชิน อะไรกระทบก็ให้นึกถึงบารมี ๑๐ เข้าไว้ เพียรอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา อย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย ทำให้มันครบทั้ง ๑๐ ประการในคราวเดียวกัน แล้วเมื่อนั้นแหละคำว่าเต็มกำลังในการปฏิบัติธรรมก็จักมีได้ตลอดเวลา และให้จำไว้ว่า ไม่มีงานใดที่จักทำได้โดยราบรื่น งานทุกอย่างย่อมวัดกำลังใจ ไม่เฉพาะงานทางโลกเท่านั้น งานทางธรรมก็เหมือนกัน ไม่มีใครหนีอุปสรรคพ้น เพียงแต่ว่าถ้าหากกำลังใจดี ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคให้พ้นไปได้ อนึ่งการทำงาน พึงพิจารณาในแง่ลบบ้าง อย่าคิดแต่ด้านบวกอย่างเดียว เช่นเดียวกับการพิจารณาพระกรรมฐาน พึงมองโทษและมองคุณให้ทั่วถ้วน แล้วการดำเนินงานก็จักมีความผิดพลาดได้น้อย.

รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน
เว็บทางนิพพาน เว็บไซด์เผยแพร่ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

     Share

<< สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๒-คำสอนสมเด็จองค์ปฐมคำสอนของ สมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า >>

Posted on Fri 27 May 2011 13:56

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

               

Calendar
Archive
อานาปานสติสูตร (๑)
สติปัฏฐานสูตร (๓)
สติปัฏฐานสูตร (๒)
สติปัฏฐานสูตร (๑)
โคตรภูญาณ
สมัยพุทธกาล คนที่ไม่ได้นั่งสมาธิแต่บรรลุธรรมได้ เพราะอะไร
การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ
อานาปานุสสติกรรมฐาน
เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถพ้นนรกเข้าถึงนิพพานได้
สีลัพพตปรามาส
ภาวนาหัดตาย
ตัดกังวล
พิจารณาตน
อารมณ์พระโสดาบัน
ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
ปัญหาการปฏิบัติพระกรรมฐาน
วิปัสสนาญาณ
การอุทิศบุญที่ถูกต้องและได้ผล โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน)
คำสอนของ สมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๓-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๒-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๑-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
คำสอนสมเด็จองค์ปฐม (พระราชพรหมยาน)
คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
จะไปดู นรก สวรรค์ พรหม นิพพานได้อย่างไร?
พระยามาราธิราชกับพระอุปคุต
การละสักกายทิฐิ
หนุ่มมอเตอร์ไซด์
เรารักแบงค์
เรื่องเรื่อยๆ
นานๆมาที
มันก็เป็นเรื่องธรรมดานะ
อะไรของมัน
เอากันเข้าไป
1108
ชอบแบบไหน อยู่ที่ใครมากกว่า
ทำเอยทำไมตั้งแต่เช้ายันค่ำ
ค่ำคืนนี้ ฉันสุขนักหนา
สงกรานต์ 1
Favourite
Sponsors






The best template from http://www.oblog.cn