พระยามาราธิราชกับพระอุปคุต

พระพุทธองค์เคยตรัสเล่าเอาไว้ว่า มีสมัยหนึ่งองค์ตถาคตและพระยามาราธิราช ท่านเกิดเป็นคนเลี้ยงม้าด้วยกันทั้งคู่ มีอยู่วันหนึ่งท่านทั้ง 2 ไปเกี่ยวหญ้าม้าให้ม้ากิน เกี่ยวไปก็แยกห่างกันไปทุกที ทีนี้ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จจากภูเขาคันธมาส กุฏิของท่านพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นี้ มันไม่ค่อยดี ท่านจึงต้องการ ต้นหญ้านี่ ไปผสมกับดินทาฝา

แต่ทีนี้ด้วยเหตุที่ว่าพระจะเกี่ยวหญ้าเองก็ไม่ควร เมื่อเห็นสองคนก็คือองค์ตถาคตและพระยามาราธิราช กำลังเกี่ยวหญ้ากันอยู่ ท่านก็เหาะลงมายืนเฉย พระพุทธเจ้าของเรา ก็นึกในใจว่า เราเอาของเราถวายท่าน ก็เป็นการสมควร อยากจะเอาของเพื่อนถวายบ้างสักก้อนหนึ่ง แต่ถ้าเพื่อนกลับมาแล้วแสดงความไม่พอใจ ก็จะมีโทษมาก เพราะพระพุทธเจ้า เป็นพระที่มีบุญหนัก ก็เลยไม่ได้ถวายไป พอตอนเย็นกลับมาเจอกันตรงที่นัดพบ ขณะที่กำลังขนหญ้าขึ้นเกวียน พระพุทธองค์ก็เล่าเรื่องให้ฟัง เท่านั้นแหละพระยามาราธิราชก็โกรธ หาว่ากลัวจะดีเท่าเทียมกัน จึงอธิษฐานว่าท่านไปไหนก็ตาม เราจะตามไปขัดคอ

แต่ทุกชาติก็ไม่ได้ขัด มาขัดเอาชาติสุดท้าย เมื่อ พระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยออกมหาภิเนษกรมณ์ เห็นท่าว่าท่านสิทธัตถะนี้ไปปรินิพพานก่อนแน่ ส่วนตนนั้นไม่ทัน แล้ว จึงรีบมาขัดคอด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา

มาเมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช จะฉลองพระศาสนา เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน บรรดาพระทั้งหลายนั่งประชุมกันว่าคราวนี้ ยังไง ๆ พระยามารต้องเล่นงานแน่ แล้วจะมีใครป้องกันได้บ้าง พระอรหันต์ตั้งสองแสนองค์ ปฏิสัมภิทาญาณก็มีอภิญญาก็มี ไม่มีใครสู้พระยามารได้หรือ ?

คำตอบคือสู้ได้ ไม่ใช่สู้ไม่ได้ แต่ทุกองค์บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา

ทีนี้ในการประชุมคราวนั้น พญานาค ขึ้นมาฟังด้วย พอดี พญาครุฑ บินมาในอากาศเห็นเข้าก็จะ ฉะพญานาคเพราะเป็นปฏิปักษ์กัน พญาครุฑ โฉบลงมา พญานาควิ่งเข้าไปกลางวงพระ พระทั้งหลายตกตะลึง บอกว่าเณร ช่วยพญานาคเดี๋ยวนี้ เณรนั้นมีอายุ 7 ปีเท่านั้น แต่เป็นพระอนาคามีได้อภิญญา พอพระท่านสั่ง เณรก็ใช้วาโยกสิณ เอาลมหอบพญาครุฑไปเสียไกล พระท่านจึงเอ่ยว่า บอกแค่ให้เณรช่วยพยานาค แต่เหตุใดจึงให้ลมหอบเอาพญาครุฑไป พระจึงลงทัณฑกรรมให้เณรลงไปนิมนต์พระอุปคุตที่จำพรรษาอยู่กลางสะดือทะเล

เพราะทั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า มีพระอุปคุตคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับพระยามาธิราช ปราบให้แพ้น่ะได้ แต่คู่ปรับนี้ ต้องปราบ ให้แพ้ด้วย แล้วทำให้ เลื่อมใส กลับเป็นคนดีด้วย ความประสงค์เป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้า ท่านจะปราบก็ปราบได้ แต่ท่านไม่สามารถทำให้ พระยามาร เป็นคนดีได้ ตอนก่อนจะนิพพาน ท่านจึงบอกไว้ว่า พระยามาราธิราชนี้มีคู่ทรมานเป็นพระอรหันต์ เบื้องหลัง เมื่อเรานิพพานไปแล้ว 200 ปี มีนามว่า อุปคุต

พอพระอุปคุตมาถึง พระทั้งหลายก็ว่า นี่อุปคุตเป็นอรหันต์แล้ว หาความสุขแต่ผู้เดียว ไม่ช่วยกันบำรุง พระพุทธศาสนา ไปเข้านิโรธสมาบัติ อยู่กลางทะเลอย่างนี้ ต้องถูกลงทัณฑกรรม พระอุปคุตก็ยอมรับเลยได้รับมอบหมายให้ต่อต้าน พระยามาราธิราช ในอีก 7 วันข้างหน้า พระอุปคุตก็ยอม แต่ขอกินข้าวให้อ้วนเสียก่อน

ตอนเช้าท่านก็เดินย่องแย่งเป็นขี้ยาเข้ามาในเมือง มีคนเขาบอกว่า องค์นี้แหละที่เขาไป ตามมาต่อต้านพระยามาร พระเจ้าอโศกมหาราช ว่า โถ ! พระขี้ยาผอม เหลือแต่กระดูกยังงี้หรือ จะไปต่อต้านพระยามาราธิราช ไม่ได้ต้องลอง เลยเอาช้างพระที่นั่ง ตัวดุที่ตกมัน มายืนดักข้างทาง พอพระอุปคุต คล้อยหลังก็ไสช้างไล่แทง พระอุปคุตได้ยินเสียงข้างหลัง ก็หันไปดู เห็นช้างวิ่งเข้ามาใกล้ท่านก็ เอานิ้วจิ้มปั๊บ บอกว่า "หยุด" ช้างก็หยุดนั่งลงทันทีพระเจ้าอโศกฯก็เลื่อมใส จึงได้ขอขมากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชเลยบอกว่า ไม่ต้องไป บิณฑบาตหรอก แล้วท่านก็เอาอาหารมาถวายเสียจนพระอุปคุตอ้วนเลยทีเดียว

ทีนี้พอวันเริ่มต้นงาน พระยามารก็แสดงเดช ทำมืดครึ้ม ไม่ให้เห็นแสงอาทิตย์เลย พระทั้งหลายก็เตือนว่า นั่นไง พระยามารแสดงแล้ว พระอุปคุตท่านบอกว่า ไม่เป็นไรเรื่องเล็กพอแต่งตัวรัดประคดเรียบร้อย ก็ไปหาพระยามาร บอกว่า คลายฤทธิ์เดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นโดนแน่ เพราะเราชื่ออุปคุต พระยามารได้ยินก็ชักขนลุกซู่ ๆ รู้ฤทธิ์ รู้เดช ฉะกันมาหลายชาติแล้ว ฉะกันไปฉะกันมา พระอุปคุต ท่านขี้เกียจขึ้นมา ก็จับเอามือไพล่หลัง อธิษฐาน ให้แก้ไม่ออก ไม่ใช่แต่เท่านั้น อธิษฐานเอาหมาเน่ามาผูกคอเสียอีกด้วย

พระยามาราธิราชท่านก็เทวดาองค์หนึ่ง สำหรับเทวดานี่แค่กลิ่นคนเขาก็เหม็นเสียแล้ว โดนหมาเน่าเข้าวิ่งรี่ไปหาพระอินทร์เจ้านายใหญ่ พระอินทร์บอกว่า อ้าว ทำไมไปเล่นกับพระอุปคุตเล่า เขาจะทำบุญพระศาสนากันดันไปแกล้งเขา ใครจะไปมีฤทธิ์เท่าพระอรหันต์ ได้ไม่มี มีทางเดียวท่านไปขอขมาท่านอุปคุตเสีย แล้วสัญญาว่า จะไม่ทำพยศอีก พระอุปคุตก็จะอภัยแก่เธอ ท่านก็จำเป็นจำยอมไปขอขมา พระอุปคุตถามว่า ยังไง สิ้นฤทธิ์แล้วรึ ? พระยามารก็บอกว่า ยอมทุกอย่างแล้ว ต่อไปไม่แกล้งอีกแล้ว

พระอุปคุต ก็แก้หมาเน่า แก้มัดมือออก แต่ยังเอารัดประคต ผูกเข้าไว้ กับ เขาพระสุเมรุเสียอีกหลายเปลาะ ปล่อยพระยามารให้ดิ้นอยู่อย่างนั้นถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ดิ้นเสียเขาพระสุเมรุ หวั่นไหว ดาวดึงส์ สะเทือนไปหมด

พอพระเจ้าอโศกมหาราช ฉลองศาสนาเสร็จ ไปถึง พระยามาร ก็บ่นว่า โธ่เอ๋ย! พระสมณโคดม ท่านก็ใจดี นะ แต่สาวกนี่แหมใจร้าย สาวกสมัยก่อน อย่างพระโมคคัลนะ พระสารีบุตร พระบิณโฑลภารทวาชะ ใคร ๆ ก็มีฤทธิ์ มากกว่าท่านเสียอีก แต่ไม่ใจร้าย มีท่านคนเดียว ใจร้ายกับเรา พระอุปคุตก็โต้ว่า รู้แล้วไม่ใช่หรือ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ท่านกับเราเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับกัน ความจริงแล้ว ท่านผู้มีฤทธิ์ ทั้งหมดน่ะ ตัวท่านสู้ไม่ได้หรอก ไม่มีทางสู้ เวลานี้ แม้แต่เณร 7 ขวบ ที่ไปตามเรา ท่านก็สู้ไม่ได้ แต่ที่ท่านทั้งหลายไม่ทำ ก็เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แต่เป็นหน้าที่ของเราผลที่สุดพระอุปคุตท่านก็ปล่อย แต่บอกว่า ก่อนปล่อย ต้องสัญญากับเราก่อนว่า จะไม่รบกวน บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสิกา ผู้ปรารถนาในธรรม ถ้ารบกวนเมื่อไรโทษจะหนักกว่านี้หลายพันเท่า พระยามารก็บอกว่าไม่เอาแล้ว 7 ปี 7 เดือน 7 วัน นี่ก็เกินพอแล้ว

ต่อจากนั้นพระอุปคุตก็ขอให้พระยามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็นเป็นพุทธาสติบ้างซึ่งพระยามารก็รับคำ แต่ขอร้องว่า เมื่อเนรมิตกายแล้ว อย่าหลงกราบไหว้เป็นอันขาด โดยเฉพาะ พวกท่าน เป็นอรหันต์ เป็นพระอริยะ ซึ่งจะทำให้พระยามารมีบาปหนัก

พอพระยามาร ไปหลังเขา พระอุปคุต ก็ให้สัญญาณ เรียกพระอรหันต์มาทั้ง 2 แสนรูป สักครู่หนึ่ง พระยามารก็ออก เป็นพระพุทธเจ้า มีฉัพพรรณรังสี รัศมี สว่างไสว สวยสด งดงามมาก มี พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร อยู่เบื้อง ซ้าย ขวา ครบเลย พระทั้งหมดลืมสัญญา ลุกขึ้นกราบพร้อมกัน ทำเอาพระยามารตกใจรีบคืนร่างเดิม และท้วงติงว่าทำไมทำให้ท่านบาปหนาเช่นนี้

พระอุปคุตก็บอกให้พระยามารสบายใจว่าเขากราบพระพุทธเจ้า โทษของท่านไม่มี พระยามาราธิราชก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าทั้งหมดงดโทษให้ตัวท่านด้วย พร้อมด้วยพระรัตนตรัย เพราะว่า ตัวท่านเอง ก็ปรารถนาพุทธภูมิ แล้วท่าน ก็กลับคืนสู่สวรรค์วิมานชั้นที่ 6 ของท่านต่อไป

และนับตั้งแต่นั้นมาพระยามารได้มีจิตใจอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิต่อไป

จะเห็นได้ว่าจะยังไง้ ยังไง ธรรมะก็ย่อมชนะอธรรมเสมอ!!!

จาก http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=28614

     Share

<< การละสักกายทิฐิจะไปดู นรก สวรรค์ พรหม นิพพานได้อย่างไร? >>

Posted on Thu 19 May 2011 22:29

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

               

Calendar
Archive
การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ
อานาปานุสสติกรรมฐาน
เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถพ้นนรกเข้าถึงนิพพานได้
สีลัพพตปรามาส
ภาวนาหัดตาย
ตัดกังวล
พิจารณาตน
อารมณ์พระโสดาบัน
ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
ปัญหาการปฏิบัติพระกรรมฐาน
วิปัสสนาญาณ
การอุทิศบุญที่ถูกต้องและได้ผล โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน)
คำสอนของ สมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๓-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๒-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
สุดยอดแห่งธรรมชุดที่ ๑-คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
คำสอนสมเด็จองค์ปฐม (พระราชพรหมยาน)
คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
จะไปดู นรก สวรรค์ พรหม นิพพานได้อย่างไร?
พระยามาราธิราชกับพระอุปคุต
การละสักกายทิฐิ
หนุ่มมอเตอร์ไซด์
เรารักแบงค์
เรื่องเรื่อยๆ
นานๆมาที
มันก็เป็นเรื่องธรรมดานะ
อะไรของมัน
เอากันเข้าไป
1108
ชอบแบบไหน อยู่ที่ใครมากกว่า
ทำเอยทำไมตั้งแต่เช้ายันค่ำ
ค่ำคืนนี้ ฉันสุขนักหนา
สงกรานต์ 1
cat me if you can
ไม่ตะกละ
วันนั้น
ทองดีๆ
ไปพักผ่อนซะที่ไหนละ
ประกันชีวิต
Favourite
Sponsors






The best template from http://www.oblog.cn